ก่อนอื่นเลย ต้องขอบอกว่าทริปนี้เกิดขึ้นแบบไม่ได้ตั้งใจ ณ นครหลวงเวียงจันทน์  ก็ตามที่วางแผนเอาไว้ว่าจะไปวังเวียง ก็ดันถึง ขบส.อุดรธานี แล้วรถเต็มนะสิ อ๋อลืมบอกว่าการเดินทางของเรา เรานั่งรถตู้จากขอนแก่นมาลงอุดรธานี แล้วจะมาต่อรถ อุดรธานี-วังเวียง แต่!!!!ความซวยบังเกิด ซวยครั้งที่ 1 รถเต็ม ต้องมาซื้อตั๋วรถไปเวียงจันทน์เพื่อนจะต่อรถไป  วังเวียง อ่าโอเครเราไม่ว่ากัน ราคาตั๋วอยู่ที่คนละ 80 บาท

คนเยอะมาก เราได้รอบรถอยู่ที่ 10.30 น. ระหว่างรอรถเราก็ต้องไปหาอะไรลงท้องซะก่อน

ต่อเลย เราไปรอขึ้นรถเลยละกัน รถไปเวียงจันทน์รอ ช่อง 5

พอมาถึงหนองคายก็เป็นด่านแรก ด่านตรวจคนเข้าเมือง ความซวยยก2 ก็มาถึงเพื่อนที่ไปด้วยกัน ดันพาสปอตอายุการใช้งานเหลือไม่ถึง 6 เดือนเข้าเมืองไม่ได้ต้องไปทำบัตรผ่านชั่วคราว  เห้อนั้นแหละ ซึ่งบัตรผ่านชั่วคราวมันดันอยู่ได้แค่ 3 วัน แล้ววังเวียงละจะไปถึงหรอ ได้แต่ปลอบใจตัวเองแผน 2 ลอยขึ้นมา เวียงจันทน์ ก็ได้อย่างน้อยก็เมืองหลวง เราเลยได้ไปต่อ

เผยโฉมหน้าผู้ร่วมชะตาความซวยกะเรา

พอข้ามมาถึงฝั่งลาว เราก็จะเจอด่านตรวจคนเข้าเมืองอีกด่าน ตรงนี้แหละที่เราสามารถแลกเงินได้ ป่ะไปแลกกันเลย ( รูปนี่ไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายข้ามชาตินะ 555555 )

พอมาถึงเวียงจันทน์ เราก็รีบร้อนหาที่พักเลย แต่ต้องขอโทษทีมัวแต่เดินจนเหนื่อย เลยไม่ได้ถ่ายรูปที่พักมาเลย โชคดีเราไปได้ที่พักในราคา 450 บาท หรือ 1แสน กีบ จำได้ว่าอยู่ ถนนเจ้าอนุนี่แหละ เจ้าของที่พักชื่อน้อยทั้งใจดีและแนะนำเราทุกอย่าง พร้อมมีจักรยานให้ปั่นฟรีด้วย ที่พักเป็นทั้งที่ขายทัวร์อีกด้วย และเขาก็ยังแนะนำให้เราเที่ยวได้แบบประหยุดสุดๆ

เอาละเก็บของเสร็จ ยังไม่ทันได้นั่งพักหายใจหายคอเลย ไปปั่นจักรยานเที่ยวดีกว่า ทริปนี้เราก็ไปกัน 2 ที่ในวันเดียวเลย เพราะอีกวันเราก็กลับแล้วเพราะรู้สึกว่าผิดแผนเลยต้องกลับไปตั้งหลักซะก่อน

มาที่แรกกันเลย เจ้าของที่พักแนะนำมาบอกว่าไม่ไกลจากซอยที่เราพักมากเท่าไหร่ ก็คือ       หอพระแก้ว ภาษาลาว เรียกว่า ຫໍພະແກ້ວ

นี่คือประตูทางเข้า ลืมบอกไปว่าต้องเสียค่าเข้าด้วยนะ คนละ 25 บาท หรือ 5000 กีบ

วัดสีสะเกด (Wat Sisaket) หรือวัดสะตะสะหัสสาราม (วัดแสน)  เพราะทรงสร้างพระพุทธรูปทั้งองค์เล็กและองค์ใหญ่ประดิษฐานไว้ทั่ววัด 100,000 องค์  ดังนั้นจึงมีชื่อเล่นว่าวัดแสน  แต่ปัจจุบันมีเหลืออยู่ประมาณ 10,000 กว่าองค์เท่านั้น  ไกด์บางคนบอกว่ามี 6,000 กว่าองค์  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม  วัดนี้ก็มียังมีพระพุทธรูปมากที่สุดในนครหลวงเวียงจันทน์

หลังจากนั้นก็ขอแวะออกมานั่งพักสักหน่อย แล้วค่อยปั่นจักรยานกันต่อ

ไปต่อกันที่จุดที่ 2 ที่ต้องบอกว่าใครที่มาเวียงจันทน์แล้วไม่มาที่นี่เขาบอกว่ามาไม่ถึงแน่ๆ นั้นคือ “ประตูไซ”  (Patuxai) หรือ ประตูชัย

อีกนิดนึงๆ จะถึงละข้ามฝั่งไปก่อนละกันนะ

งดงามจริงๆ ประตูชัยนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “รันเวย์แนวตั้ง” การก่อสร้างประตูชัยแห่งนี้นั้น ใช้ปูนที่อเมริกาซื้อมาเพื่อนำมาสร้างสนามบินใหม่ในนครเวียงจันทน์ในระหว่าง สงครามอินโดจีนนั่นเอง แต่ก็ไม่ทันได้สร้างเลยก็เกิดแพ้สงครามในอินโดจีนเสียก่อน จึงมีการนำปูนซีเมนต์มาสร้างประตูชัยแทน

พอหันหลังกลับมาได้มองวิวบนท้องถนนของ เวียงจันทน์แล้วก็นึกอยู่ว่า ก็ไม่ต่างอะไรกลับบ้านเราเท่าไหร่นัก เพราะคนก็เยอะ รถก็เยอะ แต่ไม่วุ่นวายเท่าเมืองหลวงของเรา

เอาละจบทริปสั้นๆของความซวยที่ ได้พาตัวเองมาอยู่เวียงจันทน์ ตอนเย็นของวันนั้นเราก็ได้ไปเดินตลาดเย็น ก็คล้ายกับตลาดเย็นของบ้านเรา อาหารไม่แพงเท่าไหร่ และพออิ่มท้องก็ไปเดินตลาดติดริมโขง คล้ายๆถนนคนเดินบ้านเรา แต่เสียดายเราไม่ได้พกกล้องไป เพราะมัวแต่หิว เลยรีบปั่นๆไปหาของทาน คราวหน้าจะไม่พลาดเก็บรูปมาฝากกันแน่ๆ

วันนี้ต้องขอตัวกลับบ้านเกิดเมืองนอนของเรา อย่าลืมนะต้องมาขึ้นรถที่ตลาดเช้าของที่เวียงจันทร์ ก็มีรถ เวียงจันทน์-หนองคาย,เวียงจันทน์-อุดรธานี,เวียงจันทน์-ขอนแก่น ก็เลือกกันเลยว่าจะไปรถคันไหน 

สำหรับวันนี้ก็ต้องขอตัวลาแล้วแก้วตา เดี่ยวครั้งหน้าจะมีเรื่องอะไร สนุกๆมาเล่าต้องคอยติดตามนะคะ

t t u n g m a y : )